วิตามินแต่ละชนิดทานแล้วดีอย่างไร

วิตามินแต่ละชนิดทานแล้วดีอย่างไร

ปัจจุบันผู้คนต่างดำเนินชีวิตด้วยเร่งรีบ วุ่นวาย และต้องเผชิญกับสภาวะความเครียดจากการทำงาน และมลพิษทางอากาศอยู่ตลอดเวลาจนทำให้สุขภาพย่ำแย่ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย รับประทานอาหารซ้ำซากจำเจ และยังมีสารอาหารน้อยเช่นฟาสต์ฟู๊ด อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็งเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและอาจขาดวิตามินที่สำคัญได้

การขาดวิตามิน อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนล้าและอ่อนเพลีย ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังขาดวิตามินอยู่ เรามาดูกันดีกว่าว่าวิตามินแต่ละชนิดช่วยบำรุงร่างกายได้อย่างไรและวิตามินแต่ละตัวนั้นมีประโยชน์อย่างไร

ประเภทของวิตามิน

  • วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่วิตามินบีรวมและวิตามินซี วิตามินประเภทนี้สามารถละลายได้ดีในน้ำ เมื่อรับประทานวิตามินประเภทนี้เข้าไปจะถูกดูดซึมอยู่ในร่างกาย 2 – 4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางปัสสาวะ หรือเหงื่อ ทำให้โอกาสที่จะสะสมในร่างกายน้อยและไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง จึงจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับวิตามินเหล่านี้ในปริมาณที่เพียงพอทุก ๆ วัน
  • วิตามินที่ละลายในไขมันหรือน้ำมัน ได้แก่วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค วิตามินประเภทนี้จะละลายได้ดีในน้ำมันหรือไขมันเท่านั้น เมื่อร่างกายดูดซึมไปใช้ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกกักเก็บไว้ตามกล้ามเนื้อหรือไขมันในร่างกาย ไม่สามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ ดังนั้นหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป หรือได้รับติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ จะเกิดการเก็บสะสมไว้ในร่างกายและส่งผลเสียต่อร่างกาย

ประโยชน์ของวิตามินต่าง ๆ

วิตามินเอ

  • ประกอบด้วยสาระสำคัญ 2 ชนิดได้แต่ เรตินอล (Retinal) และแคโรทีน (Carotene)
  • มีส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการบำรุงสายตา ทำให้การทองเห็นดีขึ้นในเวลาการคืน ช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวดูสุขภาพดี ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดเลือนจุดด่างดำ และช่วยส่งเสริมภูมิต้านทาน

วิตามินบี 1

  • มีสาระสำคัญคือ ไทอะมีน (Thiamin)
  • มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โยเฉพาะการนำกระแสประสาท ช่วยเพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต ช่วยบำรุงผิว เส้นผม และสมอง ป้องกันโรคเหน็บชา
  • อาการของผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 คือ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว มีอาการเหน็บชาตามมือและเท้า

วิตามินบี 2

  • มีสาระสำคัญก็คือ ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)
  • ช่วยในการเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างเส้นผม ช่วยบำรุงผิว บำรุงเลือดและบำรุงสมอง ทั้งยังมีส่วนช่วยในการทำงานของสายตา โดยเฉพาะบริเวณเรตินาของลูกตา
  • ถ้าขาดวิตามินตัวนี้จะทำให้เป็นโรคปากนกกระจอก

วิตามินบี 5

  • มีสาระสำคัญคือ กรดแพนโทธานิก (Pantothanic Acid)
  • ช่วยเผาผลาญสารอาหาร เสริมสร้างฮีโมโกลบิน เป็นสำคัญของฮอร์โมนและสารสื่อประสาทที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ
  • ขาดวิตามินชนิดนี้ มักก่อให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่เท้าและอาการที่เกี่ยวข้องกับประสาท

วิตามินบี 6

  • มีสาระสำคัญก็คือ ไพริด็อกซิน (Pyridoxine)
  • ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และมีส่วนช่วยในการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ทำให้ผิวหนังสุขภาพดี ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ตัวช่วยในการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับการนอนหลับ ความอยากอาหารและอารมณ์ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  • ขาดวิตามินบี 6 จะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง และอาจเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน

วิตามินบี 12

  • มีสาระสำคัญคือ ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin)
  • ช่วยให้ร่างกายนำคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการทำงานของระบบประสาท ช่วยป้องกันโรคหัว

วิตามินซี

  • มีสาระสำคัญคือ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid)
  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนังและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่นผนังหลอดเลือด

วิตามินดี

  • ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้าสู่ร่างกาย ส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน
  • ถ้าขาดวิตามินดีจะทำให้ปวดเมื่อย และเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

วิตามินอี

  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และกล้ามเนื้อ ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย ช่วยบำรุงให้สุขภาพผิวเป็นปกติ

วิตามินเค

  • เป็นส่วนประกอบสำคัญในการแข็งตัวของเลือด
  • ในเด็กที่วิตามินเคในเลือดต่ำจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ หากขาดวิตามินเคจะส่งผลให้เลือดออกง่าย หรือเลือดไหลแล้วหยุดช้า

แหล่งที่มา : https://www.honestdocs.co/