วิตามินเสริม ดีจริงหรือแค่ชวนเชื่อ

วิตามินเสริม ดีจริงหรือแค่ชวนเชื่อ

วิตามินเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก แต่เนื่องด้วยวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของผู้คนในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนหลายคนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอโดยเฉพาะวิตามิน จึงทำให้วิตามินเสริมเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตผู้คนมากยิ่งขึ้น เพราะวิตามินเสริมจะช่วยเสริมวิตามินในร่างกาย ให้ร่างกายได้รับวิตามินในปริมาณที่เพียงพอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เกิดความสงสัยว่าจริง ๆ แล้ววิตามินเสริมนั้นดีจริง ๆ หรือแค่ชวนเชื่อเฉย ๆ เราไปหาคำตอบกัน

วิตามินมีกี่แหล่งกันแน่

วิตามินจากธรรมชาติ

วิตามินจากธรรมชาตินั้นก็คือการเลือกทานอาหารที่ดี โดยทานอาหารที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ได้แก่ โปรตีน แป้ง ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ ซึ่งปริมาณอาหารแต่ละหมู่จะต้องเหมาะสมเป็นสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ไม่มากหรือน้อยไป และควรสลับเปลี่ยนชนิดของสารอาหารให้หลากหลาย

วิตามินเสริม

คือวิตามินที่มีการผลิตในรูปแบบของยาสำเร็จรูปหรือ วิตามินเม็ด ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตจากสารเคมีให้องปฏิบัติการ และผลิตเป็นยาสำเร็จรูปในโรงงานผลิต ซึ่งในท้องตลาดมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งขนาดปกติที่พอดีกับความต้องการแต่ละวัน และขนาดที่สูงกว่าปกติ ตลอดจนมีทั้งสูตรที่มีวิตามิชนิดเดี่ยว ๆ และสูตรที่มีวิตามินหลายชนิดผสมกันหลากหลาย

เมื่อเปรียบเทียบการนำไปใช้งานของร่างกาย คุณประโยชน์ที่ได้รับและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น พบว่าวิตามินที่ได้จากอาหารตามธรรมชาติ โดยเฉพาะลักษณะอาหารของประเทศไทย จะมีความอุดมด้วยสารอาหารต่าง ๆ ทั้ง 5 หมู่ รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ ทั้งด้านชนิดและปริมาณทีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายคนทั่ว ๆ ไปได้เป็นอย่างดี วิตามินที่ได้จากธรรมชาตินี้ก็จะถูกนำไปใช้งานโดยง่าย ทั้งยังมีประโยชน์โดยตรงต่อร่างกายของเรา ซึ่งคุ้มค่าและดีกว่าวิตามินเสริมที่สังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเคมีและผลิตในรูปแบบของยาสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั่ว ๆ ไป

โรคที่ใช้วิตามินแล้วไม่ได้ผล

  • วิตามินรวมกับโรคมะเร็ง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคสมองขาดเลือด
  • วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และโฟเลตกับโรคหัวใจขาดเลือดและโรคสมองขาดเลือด
  • วิตามินอี และบีตาแคโรทีนกับโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง

โรคที่ใช้วิตามินแล้วได้ผลดี

  • โฟเลตกับสตรีมีครรภ์
  • แคลเซียมและวิตามินดีกับผู้สูงอายุ
  • วิตามินซี วิตามินอี บีตาแคโรทีน สังกะสี และทองแดงกับโรคจอประสาทตาเสื่อม

แหล่งที่มา : www.doctor.or.th