วิตามินละลายในน้ำกับวิตามินละลายในไขมันต่างกันอย่างไร

วิตามินละลายในน้ำกับวิตามินละลายในไขมันต่างกันอย่างไร

ถือเป็นความรู้ที่แถบจะพื้นฐานทั่วไปของวิตามินเลยว่า วิตามินนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือวิตามินที่ละลายในน้ำและวิตามินในไขมัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการดูดซึมและการนำไปใช้ของร่างกาย ซึ่งก็มีผู้บริโภคหลายคนก็มีความสงสัยว่าวิตามิน 2 ประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร ทำไมวิตามินตัวนี้ละลายในน้ำ ตัวนี้ละลายในไขมัน วันนี้เรามาหาคำตอบกัน

วิตามินละลายในน้ำคืออะไร

วิตามินละลายในน้ำ คือวิตามินที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะละลายในน้ำเข้าสู่กระแสเลือด โดยวิตามินจะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกายช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อร่างกายได้รับวิตามินชนิดนี้ในปริมาณมากเกินไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะและเหงื่อ ดังนั้นวิตามินละลายในน้ำจึงเป็นวิตามินที่ไม่ถูกเก็บสะสมในร่างกาย ทำให้ต้องรับประทานเข้าไปในทุกวัน ๆ วัน ไม่อย่างนั้นจะทำให้ร่างกายขาดวิตามินได้

ความแตกต่างระหว่างวิตามินละลายในน้ำและวิตามินละลายในไขมัน

  • วิตามินละลายในน้ำ ต้องใช้น้ำในการดูดซึมวิตามินเข้าร่างกาย ในขณะที่วิตามินละลายในไขมัน ต้องใช้ไขมันที่มาจากอาหารช่วยในการดูดซึมวิตามินเข้าสู่ร่างกาย
  • สามารถรับประทานวิตามินละลายในน้ำได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากร่างกายสามารถขับปริมาณส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะและเหงื่อได้
  • ในขณะที่วิตามินละลายในไขมัน จะถูกสะสมในร่างกายหากได้รับปริมาณที่มากเกินไป จะเกิดการสะสมในร่างกายจนก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ หากมีวิตามินเอสะสมในร่างกายปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน จะทำให้มีอาการผมร่วง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ปวดกระดูก

วิตามินละลายในน้ำมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

  • วิตามินซี เป็นวิตามินที่มีประโยชน์หลากหลายต่อร่างกาย เช่นช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดให้ความชุ่มชื้น บำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใส และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย
  • วิตามินบี 1 ช่วยให้ระบบประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจทำงานเป็นปกติ ช่วยให้ความคิด สติปัญญาดีขึ้น ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารในร่างกายย่อยอาหารประเภทแป้งได้ดี และยังช่วยให้เกิดการสร้างพลังงานให้แก่อวัยวะต่าง ๆ ได้เป็นปกติอีกด้วย
  • วิตามินบี 2 มีส่วนช่วยในกระบวนการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ ส่งเสริมสุขภาพผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม ช่วยลดอาการเจ็บแสบในปาก ริมฝีปาก และลิ้น เสริมประสิทธิภาพการมองเห็น และบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา และทำงานร่วมกับสารอื่น ๆ ในการเผาผลาญอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และโปรตีน
  • วิตามินบี 3 มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลาย เช่น เป็นส่วนสำคัญในการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ ช่วยลดคอเลสเตอรอล เพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดความดันโลหิต บรรเทาปัญหาต่าง ๆ ของระบบย่อยอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น บำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดีขึ้น ช่วยป้องกันหและบรรเทาความรุนแรงของอาการปวดศีรษะจากไมเกรน
  • วิตามินบี 5 ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ช่วยสร้างกรดโฟลิค ทำให้ร่างกายใช้โปรตีนได้ดีขึ้น ลดความเจ็บปวดจากการเกิดบาดแผลต่าง ๆ ชะลอการเกิดริ้วรอย ช่วยให้ผิวแลดูมีสุขภาพดีและเนียนนุ่ม
  • วิตามินบี 6 สามารถช่วยป้องกันโรคทางระบบประสาทและผิวหนังหลายชนิด เป็นยาขับปัสสาวะตามธรรมชาติ ลดอาการปากแห้งและปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะที่เป็นผลข้างเคียงจากการรับประทานยาต้านอาการซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก
  • วิตามินบี 9 มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง กรดนิวคลิอิก ช่วยให้กระบวนการเผาผลาญโปรตีนมีประสิทธิภาพหมากยิ่งขึ้น
  • วิตามินบี 12 มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง เส้นประสาท และสาร DNA ใช้เป็นอาหารเสริมเพื่อรักษาโรคโลหิตจาง

แหล่งที่มา : www.honestdocs.co